หนังสือออนไลน์

February 2nd, 2017

หนังสือออนไลน์ หรือ e-Book นั้น ย่อมาจากคำว่า Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์    คุณลักษณะของหนังสือออนไลน์นั้นสามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสือออนไลน์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสือออนไลน์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป

หนังสือออนไลน์

ข้อดีของ หนังสือออนไลน์ คือ

  1. อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
  2. ค้นหาข้อความได้ ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ
  3. ช่วยลดการทำลายธรรมชาติ เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทำกระดาษ
  4. ทำสำเนาได้ง่ายดาย
  5. ไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ

ข้อเสียของ หนังสือออนไลน์ คือ

  1. ขาดความรู้สึก หรืออรรถรส หรือความคลาสสิค
  2. อาจทำให้เสียสุขภาพทางการมองเห็น จากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์
  3. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตตารี่
  4. ดูแลไฟล์ไม่ให้มีการเสียหรือสูญหาย

หนังสือออนไลน์ เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลความรู้จากสื่อต่างๆ เพื่อมานำเสนอผ่านทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถแสดงผลด้วยภาพ ข้อความ เสียง สีสัน และภาพเคลื่อนไหวได้ ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความบันเทิงในการศึกษาข้อมูลมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถพกพาไปอ่านได้ทุกที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงแสงมากหรือน้อย เพราะอุปกรณ์ E-Book มักมีแสง Backlight ของตัวเอง  E-Book ยังทำให้อ่านหรือทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าหนังสือ นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลได้มากอีกด้วย

สถานการณ์เด็ก เยาวชน และ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

November 4th, 2016

2

เนื่องจากการสร้างอนาคตของชาติด้วยการพัฒนาคน เด็กและเยาวชน โดยการให้โอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดยนำไปสู่การพัฒนาตนเองเพื่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งพบว่า ยังมีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนจำนวนหนึ่งที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนเอง จำแนกออกเป็น 5 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย

กลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มประชากรที่ต้องการการศึกษาต่อและเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ กลุ่มเด็กในชนบทห่างไกลที่ยังขาดการเข้าถึงทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และกลุ่มเด็ก เยาวชนที่ถูกดำเนินคดี

อย่างไรก็ตามหากจำแนกประเภทกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด จะสามารถจำแนกออกเป็น 11 กลุ่ม โดยพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 6,400,000 คน ประกอบด้วย

1.เด็กเร่ร่อนจรจัด มีจำนวน 30,000 คน ซึ่งแหล่งชุมชนแออัดที่มีจำนวนเด็กเร่ร่อนมากที่สุดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร บริเวณสะพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ชุมชนคลองเตย ชุมชนรังสิต และชุมชนธัญญบุรี รวมทั้งตามเมืองขนาดใหญ่ อาทิ ด่านแม่สาย จ.เชียงราย , บริเวณโรงเกลือ จ.สระแก้ว , บริเวณชุมชนข้างทางรถไฟ สวนรัก หอนาฬิกา จ.นครราชสีมา และบริเวณพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาครอบครัวแตกแยก ถูกทารุณกรรม บางส่วนออกมาเร่ร่อนเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว และหนีตามเพื่อนมาเร่ร่อน

เด็กกลุ่มนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อปัญหายาเสพติด การขายบริการทางเพศ และอาชญากรรม เนื่องจากถูกทำร้าย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และการเจ็บป่วย ซึ่งขณะนี้มีองค์กรของภาครัฐและองค์กรเอกชนเข้าช่วยเหลือได้เพียง 5,000 คน ยังมีเด็กเร่ร่อนนอกระบบจำนวนมากในหลายพื้นที่ที่รอความช่วยเหลือกว่า 15,000-20,000 คน สิ่งที่เด็กในกลุ่มนี้ต้องการคือ การช่วยเหลือต่อเนื่องระยะยาว ซ่อมแซมสภาพพื้นฐานในชีวิต และช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว จากนั้นจึงนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

2.เด็กไร้สัญชาติ มีจำนวน 200,000-300,000 คน ในจำนวนนี้มีอยู่ 100,000 คนที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นเด็กจากชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาพักพิงในประเทศไทย มีทั้งที่อยู่มานานเป็นชั่วอายุคน และเพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ จึงยังไม่ถูกรับรองสัญชาติ ทำให้เด็กในกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับบริการเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป โดยขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่ได้รับสิทธิรับทุนแม้เรียนดี เสี่ยงต่อการถูกล่อลวงไปค้ามนุษย์ ขาดสิทธิทางการรักษาพยาบาล และไม่สามารถเดินทางไกลได้ เพราะไม่ได้รับการรับรองสิทธิการเป็นพลเมือง

ความต้องการจำเป็นของเด็กกลุ่มนี้คือ การให้สิทธิและโอกาสต่อเด็กไร้สัญชาติ ทั้งทางกฎหมายรับรองและสิทธิการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล และสิทธิการเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ รวมถึงกลไกการติดตามคุ้มครองเด็กไร้สัญชาติที่มีแนวโน้มสูญหายและเสี่ยงต่อขบวนการค้ามนุษย์

3.ลูกของแรงงานต่างด้าว มีจำนวน 250,000 คน ปัญหาสำคัญของเด็กในกลุ่มนี้คือ ขาดโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากต้องอพยพตามผู้ปกครองเข้ามาทำงาน และเป็นกลุ่มที่ต้องเป็นแรงงานเด็ก จึงไม่มีเวลาเรียนในระบบโรงเรียนปกติ ความต้องการของเด็กกลุ่มนี้จึงต้องการการศึกษารูปแบบพิเศษ บนพื้นฐานของความต้องการให้การศึกษาที่มีคุณภาพเหมาะสมกับวิถีชีวิตรวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และส่งเสริมยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

4.เด็กติดเชื้อเอดส์ มีจำนวน 50,000 คน ซึ่งติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ จึงมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นทั้งเด็กกำพร้าและติดเชื้อเอดส์ จึงต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพ ขาดการยอมรับจากสังคมทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพ การส่งต่อของเด็กระหว่างองค์กรไม่เป็นความลับ และเด็กที่ป่วยไม่สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวได้ เด็กในกลุ่มนี้จึงต้องการการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวเครือญาติ การดูแลด้านสุขภาพ การพักฟื้นเยียวยา และได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิอย่างต่อเนื่อง ระบบสวัสดิการดูแลเด็กติดเชื้อ การเข้าใจและยอมรับจากสังคม และโอกาสในการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กปกติ

5.เด็กกำพร้าถูกทอดทิ้ง มีจำนวน 88,730 คน ซึ่งถูกทอดทิ้งตามโรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก และที่สาธารณะ โดยมีสาเหตุจากแม่ที่อยู่ในวัยเรียน และแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ เด็กในกลุ่มนี้นอกจากต้องการโอกาสทางการศึกษาเหมือนเด็กทั่วไปตั้งแต่ปฐมวัยแล้ว ยังต้องการความรักความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวกับสังคมได้

6.เด็กถูกบังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ถูกบังคับเป็นแรงงานอย่างผิดกฎหมาย มีจำนวน 10,000 คน ซึ่งมีจำนวนมากที่ยังไม่เข้าถึงระบบการคุ้มครองของกฎหมายและบริการทางสังคม เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะซ่อนเร้น เช่น โรงงานขนาดเล็กตามห้องแถวและชานเมือง ความต้องการของเด็กในกลุ่มนี้คือ ความช่วยเหลือทั้งทางสุขภาพ จิตใจ และโอกาสกลับสู่ระบบการศึกษา การมีงานทำที่มั่นคงเพื่อหนีความยากจนในอนาคต

7.เด็กถูกบังคับให้ค้าประเวณี รวมถึงเด็กที่ทำงานในสถานบริการ เช่น สนุ๊กเกอร์คลับ ผับ คาเฟ่ ฯลฯ โดยพบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เข้าสู่การค้าประเวณี ไม่ต่ำกว่า 25,000 คน โดยพบว่า ความต้องการของเด็กกลุ่มนี้คือ ความช่วยเหลือทั้งทางสุขภาพ จิตใจ โอกาสทางการศึกษา รวมถึงกลไกทางสังคมและชุมชนในการให้กำลังใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจ ปลูกจิตสำนึกให้รักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การฝึกฝนอาชีพให้มีงานทำ

8.เด็กติดยา มีจำนวน 10,000 คน โดยกระจายอยู่ในเขตกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพบว่า เด็กกลุ่มนี้มีความต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกาย สมอง การเยียวยาจิตใจและคืนความมั่นใจในการกลับสู่สังคม/ชุมชน ตลอดจนความต้องการการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ

9.เด็กยากจนพิเศษ หรือเด็กที่ครอบครัวมีรายได้รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท/ปี มีจำนวน 2,978,770 คน เด็กในกลุ่มนี้ต้องการการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงขั้นสูงสุดตามศักยภาพ

10.เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถิ่นทุรกันดาร มีจำนวน 160,000 คน โดยพบว่า เด็กกลุ่มนี้ต้องการการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงชั้นสูงสุดตามศักยภาพเช่นกัน

11.เด็กออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ (LD) เด็กสมาธิสั้น (ADHD) มีจำนวนถึง 2,500,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของเด็กในวัยเรียนในระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยม (3-18 ปี) ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้มีทั้งอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ซึ่งขาดการส่งเสริมดูแลตามพัฒนาการการเรียนรู้อย่างเข้าใจ เด็กในกลุ่มนี้จึงมีความต้องการเฉพาะทั้งในด้านการเลี้ยงดูในครอบครัวและการให้การศึกษาของโรงเรียนที่ต้องมีการจัดระบบคัดกรอง วินิจฉัย และดูแลอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ในกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ต้องการเรียนต่อและเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ เนื่องจากขาดความรู้ ทักษะและความชำนาญในการประกอบอาชีพ โดยพบว่าปัจจุบันผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงาน ถึงร้อยละ 54 มีการศึกษาในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และจากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ส. 2552 พบว่า ประชากรอายุ 18-24 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือต่ำกว่าประมาณ 4,600,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของประชากรอายุ 18-24 ปีทั้งหมด จึงนับเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต

การพัฒนาความรู้ผ่านการให้การศึกษาต่อและเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ จึงถือเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในกลุ่มวัยแรงงาน โดยจากการสำรวจประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีประชากร 8,800,000 คน คิดเป็นร้อยละ 17 ที่มีความต่องการพัฒนาความรู้ และทักษะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการประกอบอาชีพ

 

การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นนโยบายที่สำคัญของหลายประเทศ

October 30th, 2015

16

การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นนโยบายที่สำคัญของหลายประเทศ เนื่องจากทำให้ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมลดลง มีหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาด้านการศึกษากับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ในระดับมหภาค การเข้าถึงการศึกษามีความสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังแรงงาน เพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากร และปรับปรุงด้านสุขภาพของประชากร รวมถึงลดภาวะเจริญพันธุ์ด้วย งานวิจัยของ Knodel and Jones (1996) ยืนยันว่าช่องว่างระหว่างเพศกำลังจะลดน้อยลง ไม่ว่าจะในภูมิภาคใด และความแตกต่างของการศึกษาเกิดขึ้นในประเทศที่มีกลุ่มสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างมาก ตราบเท่าที่เด็กยากจน หรือเด็กจากครอบครัวชนบททั้งเด็กหญิงและชาย ยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการได้รับการศึกษา เขาเหล่านั้นก็ยังต้องผจญกับความไม่เท่าเทียมกันในด้านตลาดแรงงาน และชีวิตความเป็นอยู่

สำหรับประเทศไทยพบว่า เนื่องจากการไม่ได้เรียนระดับมัธยมต้นของเด็กและเยาวชนมีเพียงร้อยละ 16 แต่การไม่ได้เรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่ามีถึงร้อยละ 33 ดังนั้น การให้ความสนใจกับการศึกษาที่สูงกว่าภาคบังคับ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ งานวิจัยของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และคณะ ได้ศึกษาการเรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ระหว่างปี พ.ศ. 2533 และปี พ.ศ. 2543 ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในการเรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเทียบ ในปี พ.ศ. 2533 แต่ในปี พ.ศ. 2543 พบความแตกต่างระหว่างเพศ โดยเพศหญิงมีโอกาสได้เรียนต่อมากกว่าเพศชาย นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเขตเมืองและชนบท ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนต่อระดับมัธยมปลายทั้งในปี พ.ศ. 2533 และ 2543 แม้ว่าความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทในการเรียนต่อระดับมัธยมปลายของปี พ.ศ. 2543 ได้ลดลงจากปี พ.ศ. 2533 ก็ตาม

ประเด็นความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษาของบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จึงมีคำถามวิจัยว่า ในช่วงเวลา หลังจาก พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน โอกาสการศึกษาระดับมัธยมปลาย (ซึ่งนอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ และเป็นช่วงชั้นสุดท้ายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ความแตกต่างระหว่างเพศ และความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทในด้านโอกาสด้านการศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ยังมีอยู่หรือไม่ รวมถึงมีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับโอกาสที่จะได้รับการศึกษาในระดับนี้ เพื่อว่าหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะได้พิจารณาถึงการแก้ปัญหาในเรื่องการศึกษาของเด็กไทยได้อย่างเหมาะสม

ห้องสมุดเปรียบเสมือนกับขุมทรัพย์อันล้ำค่า ที่ช่วยสร้างความสำเร็จในการดำรงชีวิต

October 7th, 2015

          ห้องสมุดยังเป็นสถานที่ที่ผู้ใช้สามารถเลือกอ่านหนังสือ และค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง อย่างอิสระ และ ตามความสนใจของแต่ล่ะบุคคล และยังเป็นสถานที่ ที่ทำก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการค้นคว้า จนกระทั่งทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นความแตกต่างของหนังสือว่าเล่มไหนเขียนได้ดี และสามารถจดจำแนวทางการเขียนที่ดี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้ ทั้งยังช่วยให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห้องสมุดยังเป็นศูนย์ข้อมูลมีความรู้ที่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ เพราะห้องสมุดจำเป็นต้องมีข่าวสารใหม่ๆ ไว้บริการ นอกจากนี้ ห้องสมุดยังเป็นแหล่งความรู้ที่ นักเรียน นักศึกษา สามารถค้นหาความรู้ด้วยตนเอง โดยห้องสมุดมีบทบาท ในการเสริมความรู้ และสนันสนุนการศึกษาในระบบ และให้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ได้ใช้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอาชีพให้ทันกับวิทยาการ และเทคโนโลยี ให้แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียน สำหรับห้องสมุดในสมัยนี้บางที่ก็ใช้คำอื่นแทน เช่น ศูนย์ข้อมูลหรือศูนย์สารสนเทศ แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่าห้องสมุดมากกว่า เพราะว่าเรียกกันมานานคำเปรียบเทียบที่ว่าห้องสมุดเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่มีค่าที่สุดสำหรับนักอ่านหนังสือ แต่ไม่มีค่าสำหรับคนไม่ชอบอ่านหนังสือไม่เคยเห็นคุณค่าที่สะสมความรู้รอบโลกไว้ในนั้น ต่างจากคนชอบอ่านหนังสือโดยสิ้นเชิงเพราะคนพวกนี้เห็นว่าห้องสมุดเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่ไม่มีใครหามาให้สิ่งเหล่านี้จะอยู่ติดตัวไปจนวันตาย ทั้งนี้ห้องสมุดในปัจจุบันก็มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมีคอมพิวเตอร์ไว้ให้หาข้อมูลและพิมพ์งานสะดวกสบายและทันสมัยในการรับรู้ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตมีไว้บริการให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้รับรู้ข่าวสารที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วเพื่อให้ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศทั่วถึงกัน แล้วยังทำให้สังคมกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและถาวรหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น ห้องสมุดเปรียบเสมือนกับขุมทรัพย์อันล้ำค่า มีทรัพย์สมบัติจากโลกกว้างมากมายที่ให้ค้นหา ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่านี้จะอยู่ติดตัวไปจนวันตายไม่มีใครมาพรากมันไป ฉะนั้นแล้วห้องสมุดนั้นเต็มไปด้วยหนังสือนานาชนิดมากมายรวบรวมความรู้ไว้

ร่วมกันบริจาคหนังสือเพื่อสร้างโอกาสในการอ่านให้กับเด็กๆ

August 29th, 2015

ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) นักปรัชญาชาวอังกฤษ กล่าวว่า “การอ่านทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์” และไม่ต้องสงสัย หลายประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้นก็เนื่องจากการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม และเอาจริงเอาจัง หนังสือเล่มหนึ่งมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อความคิดรวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม

อย่างการเรียกร้องอิสรภาพหรือเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ โดย มหาตมะ คานธี ปูชนียบุคคลของประเทศอินเดีย ก็ได้รับอิทธิพลจากหนังสือเล่มสำคัญหลายเล่ม รวมถึงผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายคนต่างก็ให้ความเห็นตรงกันว่า การอ่านเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เราอยากให้คนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงได้สัมผัสจริงๆ คือวัฒนธรรมการบริจาคบ้านเรา ก็คือบริจาคแล้วแพ็กใส่กล่อง แล้วก็ไปส่งในสถานที่ที่ผู้บริจาคคิดว่าขาด แต่ไม่ได้วิเคราะห์ว่าผู้รับไม่มีโอกาสได้เลือก จะพูดคำว่ายัดเยียดมันก็ดูเหมือนจะทำร้ายจิตใจคนที่มีจิตใจดี แต่คิดว่ามันเป็นจุดบกพร่อง เพราะเรารู้กันอยู่ว่าผู้รับไม่มีโอกาสได้เลือก ดูเหมือนผู้ให้สบายใจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วการให้นั้นผู้รับต้องเลือกได้ด้วย เราจึงพยายามออกแบบให้มันแก้ช่องว่าง แก้ช่องโหว่แบบนี้ เราก็ออกแบบระบบขึ้นมา เพื่อให้ผู้รับมีสิทธิ์เลือก เรากำลังท้าทายโจทย์เรื่องวัฒนธรรมการให้ ผู้ให้ต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด

แล้วก็เอาไปต่อยอดได้ด้วย คือตัวเด็กเอง นอกจากครูจะเป็นสภาพแวดล้อมให้เด็กได้นำเสนอกับเพื่อนแล้ว เด็กเองก็เป็นเจ้าของด้วย ยิ่งเป็นเจ้าของ แล้วให้คนอื่นเขาก็จะได้โควตาอีก พาคนอื่นมาสมัครสมาชิกเขาก็จะได้โควตา นี่คือกลยุทธ์ที่เขาจะขยายกันเอง หนังสือเล่มนั้นก็จะเดินทางตั้งแต่ต้นทางจากคนที่มีโอกาสมาถึงครูถึงเด็ก แค่มันเดินทางมาถึงสี่ห้าคนผมก็ถือว่ามันมีคุณค่ามากมายเหลือเกิน ถึงแม้แต่ถ้าเกิดเด็กชอบแล้วอยากเป็นเจ้าของเก็บไว้ก็ไม่แปลก เพราะมันเป็นความประทับใจอยู่แล้ว คนทั่วไปหนังสือที่ชอบเขาก็เก็บอยู่แล้ว แต่วันหนึ่งวันใดถ้าพัฒนามาถึงขั้นที่ว่าอยากให้คนอื่นเหมือนกับที่ผู้บริจาคอยากให้คนอื่น มันก็เป็นเรื่องที่ดี อันนี้คือกิจกรรมทางออนไลน์ แล้วทางออนไลน์นี้ก็ยังมีช่องทางชุมชนการเรียนรู้ในเว็บไซต์ ก็คือมีการแลกเปลี่ยนกัน แลกเปลี่ยนแบบข้ามฝั่งเลย คือเด็กในโรงเรียนหนึ่งทางภาคอีสานสามารถนำเสนอหนังสือเล่มนี้ให้กับเด็กในโรงเรียนทางภาคอื่น ส่งต่อให้กันได้ สองคนนี้ก็จะได้เรียนรู้กัน ได้รู้จักกัน แล้วผู้บริจาคกับผู้รับก็จะได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยนกัน หนังสือเล่มนี้มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ อ่านแล้วรู้สึกได้อะไรบ้าง อ่านเล่มเดียวกันแล้วทำไมเขารู้สึกอย่างนั้นคิดอย่างนั้น

การอ่าน เสน่ห์ของมันก็คือช่วยให้เราได้เปิดโลกทัศน์ เห็นได้ชัด ถ้าเราได้รับในสิ่งที่เรายังไม่ได้รู้เลย มันจะเกิดการปรับวิธีคิด พอปรับวิธีคิดพฤติกรรมก็จะเปลี่ยน เปลี่ยนแล้วเรื่องการเรียนรู้ที่ไม่หยุดยั้งนี้เราเชื่อว่า ในเมื่อระดับปัจเจก ระดับพลเมืองของประเทศนี้เปลี่ยน ประเทศก็เปลี่ยน วาระหนึ่งล้านเล่มนี้ อยากบอกว่าแค่คนละเล่ม หนึ่งล้านคน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เยอะ ชีวิตก็เปลี่ยนจากการอ่าน ทั้งๆ ที่เราไม่มีโอกาส เก็บแค่เศษกระดาษห่อกล้วยแขกทอดที่พ่อซื้อมาจากตลาดในอำเภอ มันเปลี่ยนตั้งแต่เราได้อ่านหนังสือเล่มแรกๆ แล้วเราก็อยากรู้ต่อ พออยากรู้ต่อเราก็จะขวนขวายหามาอ่าน จากการศึกษาชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ ที่มีคุณูปการต่อโลก ก็เห็นได้ว่า ท่านเหล่านั้นให้ความสำคัญกับการอ่าน เป็นนักอ่านตัวยง การอ่านจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมาก

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในด้านการศึกษามากขึ้นในปัจจุบัน

July 28th, 2015

8

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในด้านการศึกษาเรียกได้ว่ายกระดับคุณภาพชีวิต อย่างต่อเนื่อง ยุคดิจิตอลในศตวรรษที่ 21 เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ คือ การถ่ายทอดความรู้และการสร้างสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้จากขณะนี้ภาคการศึกษากำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญจากการที่โรงเรียนต่าง ๆ กำลังก้าวสู่ยุคดิจิตอลและการเข้ามาของระบบ อีเลิร์นนิ่งในห้องเรียนตลอดจนการทำงานและการสนทนาเป็นกลุ่มแบบออนไลน์  เราอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมากมาย วิวัฒนาการอย่างหนึ่งคือ E-book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คำนี้อาจจะเป็นคำใหม่ในความรู้สึกของหลาย ๆ คน แต่ อีกไม่นานจะเป็นที่รู้จัก ในหมู่นักอ่านทั้งหลาย โดยเฉพาะในวงการห้องสมุดซึ่งในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดดิจิตอล และ ห้องสมุดเสมือนเทคโนโลยี นี้ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21

Electronic Book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์”ซึ่งจัดทำขึ้นด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ และ สามารถอ่านได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนเปิดอ่านจากหนังสือ โดยตรงที่เป็นกระดาษ แต่ไม่มีการเข้าเล่มเหมือนหนังสือที่เป็นกระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีความสามารถมากมายคือ มีการเชื่อมโยงกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มอื่นๆได้เพราะอยู่บนเครือข่าย www และมีบราวเซอร์ที่ทำหน้าที่ดึงข้อมูลมาแสดงให้ ตามที่เราต้องการเหมือนการเล่นอินเตอร์เน็ตทั่วไปเพียงแต่เป็นระบบหนังสือบนเครือข่ายเท่านั้น หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สามารถแสดงข้อความ รูปภาพ เสียงและภาพเคลื่อนไหวได้ เราสามารถอ่านหนังสือ ค้นหาข้อมูล และสอบถามข้อมูลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกได้จากอินเตอร์เน็ต จากคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นแฟ้มข้อมูล ประเภทข้อความ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักของภาษา HTML ที่ใช้เขียนโปรแกรมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันมี 2 ประเภท  คือ ซอฟต์แวร์สำหรับการเขียนข้อมูลให้ออกมาเป็น E-Book และ ซอฟต์แวร์สำหรับการอ่าน

ความคิดเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีมาภายหลังปี ค.ศ. 1940 ซึ่งปรากฏในนิยาย วิทยาศาสตร์เรื่อง หนึ่ง เป็นหลักการใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อน 1990 ในช่วงแรกมี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิงและการศึกษาบันเทิง งานที่เกี่ยวกับการอ้างอิง มักจะเกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการพร้อมๆ กันกับการผลิตที่ ซับซ้อน เช่น Silicon Graphics ด้วยข้อจํากัดทางเทคโนโลยีที่ห่างไกลความจริง เช่น มีปัญหาของจอภาพซึ่งมี ขนาดเล็กอ่านยาก แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้น ไม่มีการป้องกันข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ ต่อมาเทคโนโลยีแล็บท็อปคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้ E-Book มีการรุดหน้าเร็วขึ้นจนสามารถ บรรลุผลในการเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบ เพราะได้นําบางส่วนของแล็บท็อปมาประยุกต์ใช้จนทำ ให้ E-Book มี คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ Internet ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ที่จะใช้เก็บข้อมูล สามารถส่งข้อมูลได้คราวละมากๆ มีการป้องกันข้อมูล (Encryption) ใน การพัฒนา E-Book จะมุ่งไปที่ความบางเบาและสามารถพิมพ์ทุกอย่างได้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ให้เหมือนกระดาษ จริงมากที่สุด

การบริจาคหนังสือจะทำให้เด็กๆ ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

June 26th, 2015

31

เด็ก ๆ จะตื่นเต้นมากเมื่อมีหนังสือชุดใหม่ ๆ เดินทางไปถึง ยิ่งหากตรงกับความสนใจ ก็จะช่วยให้เกิดการรักการอ่านได้ไม่ยากและจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการอ่านด้วย และเราอยากเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการให้ ควรเป็นการให้อย่างมีคุณภาพ หนังสือที่คิดจะให้ผู้อื่นก็ควรเป็นหนังสือที่เลือกสรรดีแล้วว่าตรง กับวัย ตรงกับความสนใจ สร้างความสุขให้กับผู้ได้รับ คนที่ได้รับได้มีโอกาสพัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเขาได้รับสิ่งที่ดี เขาก็มีโอกาสที่จะคืนสิ่งดี ๆ ให้สังคมต่อไปเช่นเดียวกันจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีสถิติการอ่านต่ำที่สุดในทุกจังหวัดของประเทศไทย การบริจาคหนังสือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่จะทำให้เด็ก ผู้ใหญ่ คนในจังหวัดได้มีหนังสืออ่านมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย หนังสือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา การมีหนังสือคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา และพัฒนาการด้านอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัว ปลูกฝังรักการอ่านให้เกิดขึ้นในทุกบ้าน

การที่เด็กเยาวชนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ได้อ่านสื่อการอ่านที่มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา เช่น การที่เด็กปฐมวัยตอนต้นถ้าได้อ่านสื่อที่สมวัย มีรูปภาพ ขนาดรูปเล่มและเรื่องราวที่สมวัยก่อให้เกิดจินตนาการและความคิด พร้อมกับช่วยกระตุ้นการเติบโตทางความคิดของเด็ก ให้เขาได้เตรียมความพร้อมทางความคิด มีหนังสือที่สื่อสัญลักษณ์ทางภาษาผ่านภาพเขียนหรือตัวอักษรที่มีขนาดเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลต่อการจดจำเรื่องราวและการตีความหรือสื่อความหมายได้เอง และช่วยให้เขาเกิดแรงกระตุ้นอยากอ่าน อยากฟังมากขึ้นด้วย จากการขอรับบริจาคหนังสือ 1 หมื่นเล่ม มีเพียง 6,000 เล่มเท่านั้น ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และมีหนังสือเด็กน้อยมาก ที่มีคุณภาพก็ไม่ค่อยดี ทั้งที่เด็กในพื้นที่ชอบอ่านหนังสือ เมื่อพวกเขาได้อ่านหนังสือก็เป็นเสมือนของเล่นชิ้นใหม่ที่พวกเขาชอบ เป็นการปลูกฝังรักการอ่าน

หนังสือบางเล่ม เด็ก ๆ จะไม่สนใจ และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เวลาที่เราได้หนังสือเก่ามาจริง ๆ ก็ต้องขอบคุณเขาที่มีใจอยากช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายถ้าหนังสือไม่มีคุณภาพก็จะไม่ได้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า โดยที่ส่วนใหญ่จะถูกคัดทิ้งไปใช้อย่างอื่นหนังสือก็เหมือนห้องเรียน โรงเรียน ที่จะช่วยปรุงแต่งคนให้สามารถเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ เราก็จะได้คนดีคนคุณภาพไปพัฒนาประเทศ หนังสือคุณภาพเองก็จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาตัวเองได้จากการอ่านหนังสือ”น.ส.วรรณกนกกล่าวทิ้งท้าย ปัญหาการอ่านของคนไทย 1 ปีไม่ถึง 10 บรรทัดว่าแย่แล้วยิ่งเจอหนังสือเก่าเข้าไปอีกความฝันที่จะสร้างสังคมแห่งการอ่านในประเทศให้โชติช่วงยิ่งอยู่ไกลออกไป

โครงการจัดทำห้องสมุดด้วยตู้คอนเทนเนอร์

May 4th, 2015

china-library-natural-wooden-loft-8
เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษาในวันที่ 2 เมษายน 2558 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ ได้ทรงริเริ่มงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารและผู้ด้อยโอกาส มาอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยการยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาใช้โรงเรียนเป็นฐาน เน้นการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนหยัดได้ด้วยตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ทั่วทั้งแผ่นดิน

โครงการจัดทำห้องสมุดด้วยตู้คอนเทนเนอร์ที่มอบให้กับโรงเรียน ดำเนินการ กำหนดรูปแบบและสถานที่ก่อสร้างให้มีลักษณะเป็นแบบมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง โดยได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มาประดับไว้ที่โครงการห้องสมุดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ประจำห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติฯ ของโรงเรียนทั้ง 76 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมกันทุกแห่งทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคมนี้ ทั้งนี้ห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ เฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ แหล่งข้อมูลคลังปัญญา การสร้างองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชนในถิ่นทุรกันดารและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพ ด้านการศึกษาและสังคมที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ สร้างห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนจังหวัดละ 1 แห่ง จำนวน 76 แห่งทั่วประเทศ ไว้เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ และคลังปัญญาให้แก่นักเรียน เยาวชน ในการเสริมสร้างรักการอ่าน และเพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้รับประโยชน์ด้านการศึกษาจากห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติฯ ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน 2558 จึงขอเชิญชวนส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมบริจาคหนังสือทั้งที่เป็นหนังสือเก่าและหนังสือใหม่ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ของโรงเรียนตามโครงการฯ โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองจะได้นำไปมอบให้ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติตามโครงการดังกล่าวต่อไป

เปลี่ยนทัศนคติเรื่องการบริจาคหนังสือควรเป็นการให้อย่างมีคุณภาพ

April 13th, 2015

หนังสือที่บริจาคส่วนใหญ่เป็นหนังสือฮาวทูเกี่ยวกับวิธีร่ำรวย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน หรือไม่สามารถสร้างคุณภาพชุมชนได้ ถ้าบริจาคหนังสือมีคุณภาพจะช่วยสร้างคนคุณภาพ นำไปสู่สังคมคุณภาพได้

“เราพบว่าเด็ก ๆ จะตื่นเต้นมาก เมื่อมีหนังสือชุดใหม่ ๆ เดินทางไปถึง ยิ่งหากตรงกับความสนใจ ก็จะช่วยให้เกิดการรักการอ่านได้ไม่ยากและจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการอ่านด้วย และเราอยากเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการให้ ควรเป็นการให้อย่างมีคุณภาพ หนังสือที่คิดจะให้ผู้อื่นก็ควรเป็นหนังสือที่เลือกสรรดีแล้วว่าตรง กับวัย ตรงกับความสนใจ สร้างความสุขให้กับผู้ได้รับ คนที่ได้รับได้มีโอกาสพัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเขาได้รับสิ่งที่ดี เขาก็มีโอกาสที่จะคืนสิ่งดี ๆ ให้สังคมต่อไปเช่นเดียวกัน”

การบริจาคหนังสือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่จะทำให้เด็ก ผู้ใหญ่ คนในจังหวัดได้มีหนังสืออ่านมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย หนังสือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา การมีหนังสือคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา และพัฒนาการด้านอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัว ปลูกฝังรักการอ่านให้เกิดขึ้นในทุกบ้าน

“การที่เด็กเยาวชนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ได้อ่านสื่อการอ่านที่มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา เช่น การที่เด็กปฐมวัยตอนต้นถ้าได้อ่านสื่อที่สมวัย มีรูปภาพ ขนาดรูปเล่มและเรื่องราวที่สมวัยก่อให้เกิดจินตนาการและความคิด พร้อมกับช่วยกระตุ้นการเติบโตทางความคิดของเด็ก ให้เขาได้เตรียมความพร้อมทางความคิด มีหนังสือที่สื่อสัญลักษณ์ทางภาษาผ่านภาพเขียนหรือตัวอักษรที่มีขนาดเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลต่อการจดจำเรื่องราวและการตีความหรือสื่อความหมายได้เอง และช่วยให้เขาเกิดแรงกระตุ้นอยากอ่าน อยากฟังมากขึ้นด้วย”

หนังสือก็เหมือนห้องเรียน โรงเรียน ที่จะช่วยปรุงแต่งคนให้สามารถเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ เราก็จะได้คนดีคนคุณภาพไปพัฒนาประเทศ หนังสือคุณภาพเองก็จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาตัวเองได้จากการอ่านหนังสือ

การบริจาคหนังสือใหม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดนิสัยรักการอ่าน

February 24th, 2015

ปัจจุบันเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทยอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประชาชนพลเมืองในประเทศตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถาบันครอบครัวเกิดความแตกแยก ทำให้มีเด็กๆผู้ยากไร้ขาดโอกาสทางการศึกษาเป็นจำนวนมากในสังคม อันจะทำให้การพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่องและไม่มีเอกภาพ ซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากการที่เด็กไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติขาดการพัฒนาด้านวิชาการ เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ในการจัดหาหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน และขาดโอกาสทางการศึกษา ประกอบกับมีที่อยู่ห่างไกลทุรกันดาร และประจวบกับในช่วงที่ผ่านมามีเหตุอุทกภัย ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน และหนังสือเพื่อใช้ประกอบในการศึกษา

โครงการที่จะชวนสร้างปัญญาด้วยหนังสือคุณภาพ ด้วยการรณรงค์ให้ซื้อหนังสือใหม่เพื่อการบริจาค ส่งมอบหนังสือใหม่ที่ได้รับจากการบริจาคให้ห้องสมุดเด็กและครอบครัวในชุมชนต่างๆกว่า 50 แห่งที่ผ่านการคัดสรรจากแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมการอ่าน สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ให้มีหนังสือดีๆเข้าถึงชุมชนโดยเฉพาะกับหนังสือที่ตรงกับความต้องการของวัย ซึ่งในต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นไกลๆนั้นโอกาสที่จะเข้าถึงหนังสือมีน้อยมาก โดยขณะนี้มีผู้บริจาคหนังสือ 2,000 เล่มต่อวัน ใช้งานได้จริงน้อยมาก มีหนังสือเด็กต่ำกว่า 10 เล่ม และมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนวรรณกรรมชั้นเยี่ยมที่คนไทยควรอ่านกลับไม่มีผู้บริจาค หนังสือที่บริจาคส่วนใหญ่เป็นหนังสือฮาวทูเกี่ยวกับวิธีร่ำรวย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน หรือไม่สามารถสร้างคุณภาพชุมชนได้ ถ้าบริจาคหนังสือมีคุณภาพจะช่วยสร้างคนคุณภาพ นำไปสู่สังคมคุณภาพได้

การบริจาคหนังสือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่จะทำให้เด็ก ผู้ใหญ่ คนในจังหวัดได้มีหนังสืออ่านมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย หนังสือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา การมีหนังสือคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา และพัฒนาการด้านอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัว ปลูกฝังรักการอ่านให้เกิดขึ้นในทุกบ้าน การที่เด็กเยาวชนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ได้อ่านสื่อการอ่านที่มีคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ ความคิด สติปัญญา เช่น การที่เด็กปฐมวัยตอนต้นถ้าได้อ่านสื่อที่สมวัย มีรูปภาพ ขนาดรูปเล่มและเรื่องราวที่สมวัยก่อให้เกิดจินตนาการและความคิด พร้อมกับช่วยกระตุ้นการเติบโตทางความคิดของเด็ก ให้เขาได้เตรียมความพร้อมทางความคิด มีหนังสือที่สื่อสัญลักษณ์ทางภาษาผ่านภาพเขียนหรือตัวอักษรที่มีขนาดเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลต่อการจดจำเรื่องราวและการตีความหรือสื่อความหมายได้เอง